เพจเพื่อนคู่คิด เกษตรกร เป็นอีกหนึ่งช่องทางเพื่อเกษตรกรได้เรียนรู้เทคนิค การปลูก การเก็บเกี่ยว และเทคนิคอื่นๆ เพื่อให้เกษตรกรได้ศึกษาและแลกเปลี่ยนความรู้
  • ❝ จุลินทรีย์ หัวใจ ในการทำเกษตรอินทรีย์ ❞
    ➙จุลินทรีย์ หัวใจหลักของการย่อยวัตถุอินทรีย์ มีบทบาทสำคัญในการทำเกษตรอินทรีย์
    ที่จะช่วยทำให้ดินร่วนซุย ช่วยสลายวัตถุอินทรีย์ ช่วยเร่งการเจริญเติบโต ตรึงไนโตเจน ปรับสมดุลให้ดินเหมาะแก่การเจริญเติบโตของพืช ฯ และประโยชน์อีกมากมายมหาศาล

    ★จุลินทรีย์ที่ใช้ในการทำเกษตร 4 ชนิด
    1.จุลินทรีย์อีเอ็ม EM (Effective Microorganisms)
    2.จุลินทรีย์หน่อกล้วย
    3.จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง
    4.จุลินทรีย์จาวปลวก

    ★ 1.จุลินทรีย์อีเอ็ม EM (Effective Microorganisms)
    หลักการทำงาน ; หัวเชื้อ EM จะย่อยสลายอินทรีย์วัตถุในดินให้เป็นอาหารแก่พืช
    พืชสามารถดูดซึมไปใช้ได้เลย
    ประโยชน์ ;
    - ช่วยให้พืชผักเจริญเติบโตดี
    - ป้องกันความเสียหายจากโรคและแมลง
    - ช่วยปรับสภาพความเป็นกรด- เป็นด่างในดิน
    - ทำให้สภาพดินให้ร่วนซุย อุ้มน้ำ และให้อากาศอย่างเหมาะสม

    ★2.จุลินทรีย์หน่อกล้วย
    หลักการทำงาน ; จุลินทรีย์หน่อกล้วยจะทำให้ดินร่วนซุยครับทำงานร่วมกับปุ๋ยชนิดต่าง ๆ
    และช่วยย่อยสลายอินทรีย์วัตถุให้เร็วขึ้น
    ประโยชน์ ;
    - ช่วยในการปรับสภาพของดิน
    - กระตุ้นให้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ เจริญเติบโตและเพิ่มจ้านวนอย่างมาก
    -ช่วยให้ดินโปร่ง และย่อยสลายอินทรีย์สารได้เร็วขึ้น

    ★3.จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง
    หลักการทำงาน ; เกี่ยวข้องในกระบวนการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปใช้ (CO⑵ – assimilation)
    และการตรึงไนไตรเจน (nitrogen fixation) ฯ
    ประโยชน์ ;
    - ช่วยตรึง เพิ่ม ไนโตรเจนให้กับพืช
    - ช่วยกำจัดแก็สไฮโดรเจนซัลไฟล์ ในดินจากกระบวนการย่อยสลายอินทรีย์วัตถุ ที่เป็นพิษต่อรากพืช
    - ทำให้พืชโตเร็วขึ้น โดยการเพิ่มแร่ธาตุในดินและย่อยสลายแร่ธาตุในดินให้เล็กลงอยู่ในสภาพที่พืชนำมาใช้ได้

    ★4.จุลินทรีย์จาวปลวก
    หลักการทำงาน ; ในจาวปลวกนั้นมีแบคทีเรียที่มีชื่อเรียกว่า Bacillus sereus SPt245
    ที่มีส่วนช่วยเร่งการเจริญเติบโตของราก
    ประโยชน์ ;
    - นำไปใช้เป็นตัวช่วยย่อยสลาย เศษผักใบไม้ต่างๆ
    - เร่งผักผลไม้ ให้ออกดอกออกผล
    - ช่วยลดความรุนแรงของโรคที่ระบบราก
    0 0 Comments 0 Shares
  • ❝ ปุ๋ยสั่งตัด... นวัตกรรมการใช้ปุ๋ย ❞
    ➙ การใช้ปุ๋ยที่ตรงกับความต้องการของพืชและความอุดมสมบูรณ์ของดินในพื้นที่เพาะปลูกเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุดในการทำเกษตรเพื่อให้เกิดการใช้ปัจจัยการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ และได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ โดยชุดดินในประเทศไทยมีมากกว่า 200 ชุดดิน แต่ละชุดดินมีคุณสมบัติ แตกต่างกันไป เมื่อนำมาใช้เพาะปลูก นอกจากนี้ในแต่ละพื้นที่ของชุดดินนั้นๆก็มีความอุดมสมบูรณ์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นการใช้ปุ๋ยที่ตรงกับความต้องการของชนิดและพันธุ์พืช จึงต้องมีการระบุชุดดินและจำเป็นต้องมีการตรวจวิเคราะห์ความอุดมสมบูรณ์ของดินก่อนการเพาะปลูกและการใช้ปุ๋ย
    ➙ เทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” จึงเป็นนวัตกรรมที่ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนการใช้ปุ๋ยเคมีในประเทศไทย

    ★ “ปุ๋ยสั่งตัด” เทคโนโลยีการจัดการธาตุอาหารพืชเฉพาะพื้นที่ ที่ช่วยให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยถูกชนิดและถูกปริมาณ และทำให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้ปุ๋ยที่สูงขึ้น

    ★ คำแนะนำ “ปุ๋ยสั่งตัด” ได้จากการนำปัจจัยหลักที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต และการให้ผลผลิตของพืช ได้แก่ พันธุ์พืช แสงแดด อุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณน้ำฝน ชุดดิน ปริมาณ เอ็น-พี-เค ในดินขณะนั้น ฯลฯ มาพิจารณาร่วมกัน เพื่อนำไปคาดคะเนคำแนะนำปุ๋ย เอ็น-พี-เค ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด

    ★ ถ้าต้องการคำแนะนำ “ปุ๋ยสั่งตัด” ต้องทำอะไรบ้าง?
    ขั้นตอนที่ 1 ตรวจสอบข้อมูลชุดดิน สอบถามข้อมูลชุดดิน ที่สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัด ดูจากแผนที่ชุดดิน
    ขั้นตอนที่ 2 วิเคราะห์ เอ็น-พี-เค ในดิน โดยชุดตรวจสอบ เอ็น- พี-เค ในดินแบบรวดเร็ว ใช้เวลาเพียง 30 นาที “และต้องเก็บให้ถูกวิธี”
    ขั้นตอนที่ 3 ปฏิบัติตามสูตรปุ๋ยสั่งตัด ตามคำแนะนำ
    จาก 3.1. คู่มือคำแนะนำ
    3.2. โปรแกรมแนะนำ

    ★ โปรแกรมคำแนะนำ “ปุ๋ยสั่งตัด” มีพืช 3 ชนิดคือ
    ข้าว (SimRice) ข้าวโพด (SimCorn) และอ้อย (SimCane) เฉพาะอ้อยที่ปลูกในภาคอีสาน

    ★ ประโยชน์ของการใช้ปุ๋ยสั่งตัด
    1.เกษตรกรปลอดภัยจากสารเคมี
    2.ลดการใช้สารเคมี
    3.ลดการใช้ปุ๋ยเคมี
    4.ประหยัดค่าใช้จ่าย
    5.ผลผลิตได้คุณภาพและปลอดภัย
    6.ปริมาณมีผลผลิตเพิ่มขึ้น 10-20%
    0 0 Comments 0 Shares
  • ❝ เทคโนโลยี การปฏิบัติต่อข้าวในช่วงฤดูการผลิต ❞
    ➙ ในการผลิตข้าว มีการนำเทคโนโลยีเข้าสู่ขั้นตอนกระบวนการผลิต เพื่อการปฏิบัติที่ดีทางการเกษตร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อไร่ ยกระดับมาตรฐานการผลิต ทำให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนคุ้มค่าต่อการลงทุน มีรายได้เพิ่มขึ้นทำให้คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น และเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศชาติ

    ★ โดยแบ่งช่วงการปฏิบัติเป็น 5 ช่วง ดังนี้
    1). การปฏิบัติในช่วงการเตรียมการปลูก
    ทำการปฏิบัติ 3 ขั้นตอน
    - ขั้นตอนการเตรียมดิน
    - ขั้นตอนการเตรียมเมล็ดพันธุ์
    - ขั้นตอนการนำข้าวไปหว่าน
    2). การปฏิบัติในช่วงการปลูก และ 3).การปฏิบัติระยะข้าวถึงการแตกกอสูงสุด
    ทำการปฏิบัติ 5 ขั้นตอน
    - ขั้นตอนการให้ปุ๋ย
    - ขั้นตอนการจัดการน้ำ
    - ขั้นตอนการจัดการวัชพืช
    - ขั้นตอนการจัดการโรคข้าว
    - ขั้นตอนการจัดการแมลงศัตรูข้าว
    4). การปฏิบัติในช่วงข้าวเริ่มสร้างจุดกำเนิดช่อดอก
    ทำการปฏิบัติ 5 ขั้นตอน
    - ขั้นตอนการจัดการน้ำ
    - ขั้นตอนการให้ปุ๋ย
    - ขั้นตอนการจัดการวัชพืช
    - ขั้นตอนการจัดการโรคข้าว
    - ขั้นตอนการจัดการแมลงศัตรูข้าว
    5).การติดเมล็ด - สุกแก่
    ทำการปฏิบัติ ใน ขั้นตอนการเก็บเกี่ยว
    1 0 Comments 0 Shares
  • ❝ ปุ๋ยชีวภาพสำหรับข้าว พีจีพีอาร์-ทู ที่เกษตรกรควรใช้ !!! ❞
    ➙ ปุ๋ยชีวภาพสำหรับข้าว พีจีพีอาร์-ทู แบคทีเรียส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช และเพิ่มผลผลิตข้าวอย่างมีประสิทธิภาพ

    โดยปุ๋ยชีวภาพ พีจีพีอาร์-ทู ประกอบด้วยแบคทีเรียอะโซสไปริลลัม และ บูเคอเดอร์เรีย ซึ่งทำการช่วยตรึงไนโตรเจนในพืช เพื่อการกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช

    ★ โดยมีวิธีการใช้งานดังนี้ 1) การคลุกเมล็ดก่อนปลูก
    1.1. นำข้าวเปลือกแช่น้ำ 1 คืน
    1.2. บ่มต่ออีก 1 คืน จนมีตุ่มสีขาวๆงอกออกมา (คอยรดน้ำเพื่อรักษาความชื้น)
    1.3. นำเมล็ดข้าวไปคลุกจนข้นเหนียวและเป็นสีดำ จึงนำไปหว่านในแปลง
    2) ใช้กับปุ๋ยเคมีและปุ๋ยหมัก
    2.1. พีจีพีอาร์-ทู 1 ถุง คู่กับ ปุ๋ยเคมี 15-20 กก./ไร่
    2.2. พีจีพีอาร์-ทู 1 ถุง คู่กับ ปุ๋ยหมัก 250 กก./ไร่

    ★ ประโยชน์ของพีจีพีอาร์-ทู
    1.ช่วยตรึงไนโตรเจน เร่งการเจริญเติบโต
    2.เพิ่มปริมาณราก เพิ่มขึ้นเป็น 20 % จากเดิม
    3.เพิ่มประสิทธิภาพในการดูดน้ำและปุ๋ย
    4.ลดการใช้ปุ๋ยเคมี เพิ่มขึ้นเป็น 25 % จากเดิม
    5.เพิ่มผลผลิตข้าว เพิ่มขึ้นเป็น 10 % จากผลผลิตเดิม

    ★ โดยการเก็บรักษาพีจีพีอาร์-ทู ทำได้โดย
    1.ปิดบรรจุภัณฑ์ให้สนิท
    2.เก็บที่อุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส
    3.เก็บในที่ร่ม
    4.เก็บให้ห่างไกลจากสารเคมีเข้มข้น

    1 0 Comments 0 Shares
  • ❝ ฮอร์โมนไข่ ดีอย่างไร ??? ❞
    ➙ ไข่นอกจากจะมีโปรตีนที่เป็นประโยชน์สำหรับคนแล้ว ยังมีคุณสมบัติพิเศษที่เหมาะแก่การนำมาใช้กับพืช เพื่อใช้บำรุงและเร่งการเจริญเติบโตให้แก่พืชได้อีกด้วย

    ★ โดยมีอุปกรณ์ ในการทำฮอร์โมนไข่ ดังนี้
    1.ไข่ไก่หรือไข่เป็ด 5 กิโลกรัม
    2.กากน้ำตาล 5 กิโลกรัม
    3.ลูกแป้งข้าวหมาก 1 ลูก
    4.ยาคูลท์หรือบีทาเก้นท์ที่มีเช้ือจุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัสด้วย 1 ขวด
    5.น้ำสะอาด 4 ลิตร

    ★ วิธีการทำการทำฮอร์โมนไข่แบบง่ายๆ
    1. ตอกไข่ แล้วบดให้ละเอียดทั้งเปลือกเทลงถังหมัก
    2. เทกากน้ำตาล ยาคูลท์ และแป้งข้าวหมากบดละเอียดตามสัดส่วนลงไปในถังหมักด้วยและคนให้เข้ากัน
    3. ปิดฝาให้สนิท หมักทิ้งไว้นาน 14 วัน เก็บรักษาไว้ในที่ร่มอากาศสามารถถ่ายเทสะดวกและสะอาด
    4. หมั่นคนทุกวัน เช้า-เย็น หลังจากครบ 14 วันสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้
    5. ครบ 14 วัน กรองเอาเฉพาะน้ำ ส่วนเปลือกไข่ก็นำเอาไปทำปุ๋ยได้
    6. ได้ฮอร์โมนไข่
    ประโยชน์ แบบรวมๆ)
    1 .ใช้เวลาน้อย
    2. อุปกรณ์หาง่าย สามารถทำเองได้
    3. ราคาไม่แพง
    4. ทำเกษตรแบบปลอดภัยไร้สารพิษ สารเคมี
    5. ลดขั้นตอนการทรมานต้นไม้ ในรูปแบบต่างๆลงไปอย่างมาก ทั้งงดน้ำ ควั่นกิ่ง รมควัน ขันชะเนาะ ซึ่งล้วนแต่เป็นวิธีที่จะทำให้ต้นพืชอายุสั้น
    6.ช่วยเพิ่มคาร์โบไฮเดรต หรือ ธาตุคาร์บอนให้กับต้มไม้ มีผลกระตุ้นตาดอก
    7.กรดฟุลวิก"มีส่วนช่วยในการดูดซึมสารอาหาร ทำให้เซลล์พืชแข็งแรง

    ★ ประโยชน์ของฮอร์โมนไข่โดยตรงแก่พืชพรรณ ผลผลิตทางการเกษตร
    1." ช่วยบำรุงต้นข้าว เสริมความแข็งแรง เพิ่มน้ำหนักรวง " โดยใช้ฮอร์โมนไข่ 30 cc คู่กับน้ำสะอาด 20 ลิตร และนำไปฉีดพ่นต้นข้าวทุกๆ 14 วัน
    2. " กระตุ้นการออกดอก ในพืชผลและเพิ่มขนาดดอกเห็ด " โดยใช้ฮอร์โมนไข่ 20 cc คู่กับน้ำสะอาด 20 ลิตร และนำไปฉีดพ่นต้นข้าวทุกๆ 7 วัน
    3. " เสริมให้ผลใหญ่และมีรสชาติหวานกรอบ " โดยใช้ฮอร์โมนไข่ 5-10 cc คู่กับน้ำสะอาด 20 ลิตร และนำไปฉีดพ่นต้นข้าวทุกๆ 7-14 วัน
    4. " เร่งการเจริญเติบโตในผักและเพิ่มความหวานกรอบ " โดยใช้ฮอร์โมนไข่ 20 cc คู่กับน้ำสะอาด 20 ลิตร และนำไปฉีดพ่นต้นข้าวทุกๆ 5-7 วัน
    1 0 Comments 0 Shares
  • ❝ Smart Farm กับอนาคตการทำเกษตรของไทย❞
    ➙ แนวโน้มความต้องการบริโภคผลผลิตทางการเกษตรในโลกที่เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่พื้นที่ในการทำการเพาะปลูกยังคงมีอยู่อย่างคงที่ การทำการเกษตรในอนาคตจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้นเพื่อให้เพียงพอต่อประชากร

    โดยปัจจุบันการทำการเกษตรทั่วโลกยังไม่มีประสิทธิภาพมากนัก ด้วยเหตุนี้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คำว่า เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farm) มีให้เราได้เห็น ให้ได้ยินกันหนาหูมากขึ้นตามยุคสมัย เพราะตั้งแต่เราก้าวเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 การนำนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาใช้ในประเทศก็มีมากขึ้น ทำให้ภาคเกษตรเริ่มมีการปรับตัวเองโดยการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาปรับปรุงการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ★ เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farm หรือ Intelligent Farm) เป็นการทำเกษตรสมัยใหม่ ด้วยการใช้เทคโนโลยีหรือหุ่นยนต์ เครื่องจักร ฯลฯ ที่มีความแม่นยำสูง เข้ามาช่วยในการทำงาน โดยให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยต่อผู้บริโภค และการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด ในยุคที่แรงงานในภาคเกษตรลดลง อย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาคการเกษตรเริ่มมีการปรับตัวโดยนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาปรับปรุงและประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมากขึ้น

    ★ หลักการทำงาน ระบบสมาร์ทฟาร์มจะบูรการข้อมูลภูมิอากาศระดับพื้นที่ย่อย และระดับไร่จากเครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สาย ที่ติดตั้งตามจุดต่างๆภายในไร่นา (ข้อมูล อุณหภูมิ ความชื้น ในดินและในอากาศ แสง ลม น้ำฝน) กับข้อมูลอุตุนิยมวิทยา (เรดาห์ ข้อมูลดาวเทียม โมเดลสภาพอากาศ) ที่มีอยู่บนอินเตอร์เน็ต และนำเสนอต่อเกษตรกร เจ้าของไร่ และดำเนินกิจกรรมต่างๆ การวางแผนการเพาะปลูก การให้น้ำ ให้ปุ๋ยและยา เป็นต้น

    ★ แนวคิดของการทำเกษตรอัจฉริยะ คือ การเกษตรแม่นยำสูง (Precision Agriculture หรือ Precision Farming) โดยเป็นการทำการเกษตรให้เข้ากับสภาพพื้นที่ เน้นพื้นที่ที่ไม่ใช่พื้นที่เกษตรขนาดใหญ่ เน้นประสิทธิภาพในการเพาะปลูก ตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์จนถึงกระบวนการปลูกที่นำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการตรวจวัดทั้งเรื่องของสภาพดิน ความชื้นในดิน แร่ธาตุในดิน ความเป็นกรดด่าง สภาพปริมาณแสงธรรมชาติ รวมถึงเรื่องศัตรูพืชต่าง ๆ บางประเทศมีการควบคุมสิ่งแวดล้อมผ่านการปลูกในโรงเรือน เพื่อป้องกันศัตรูพืชและสามารถควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ได้เข้มงวดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ★ ประโยชน์ ของ การทำเกษตรอัจฉริยะ
    1.สามารถบริหารจัดการข้อมูลภายในฟาร์มผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ส่วนกลาง
    2.มีการเก็บข้อมูลการสรุปการเข้าพื้นที่การทำงานในแต่ละส่วน
    3.สามารถวิเคราะห์วางแผน และเก็บข้อมูลเชิงสถิติได้
    4.สร้างแผนการทำงานในการดูแลพื้นที่ในแต่ละช่วงเวลา
    5.ลดความซ้ำซ้อนและการสูญหายของข้อมูลระหว่างส่วนงาน
    6.สามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับได้
    2 0 Comments 0 Shares
  • ปุ๋ยพืชสด 4 ชนิด ที่คนทำเกษตรอินทรีย์ ต้องรู้ !!
    0 0 Comments 0 Shares
  • ปุ๋ยหมักทำให้ดินดีได้อย่าไร?
    0 0 Comments 0 Shares
  • Plant factory คืออะไร ? ทำไมเกษตรกรต้องรู้

    Plant factory เป็นระบบการปลูกพืชที่ควบคุมสภาพแวดล้อม เช่น แสง อุณหภูมิ ความชื้น คาร์บอนไดออกไซด์ และสารอาหาร เพื่อให้สามารถผลิตพืชได้ปริมาณมาก ปลูกได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่มีฤดูกาล มีคุณภาพ สะอาดและปลอดภัยแน่นอน
    0 0 Comments 0 Shares
  • เผยวิธีสุดเจ๋ง วิธีบังคับมะม่วง ให้ออกตามจุดที่เราต้องการ
    0 0 Comments 0 Shares
More Stories